เรื่องที่ 19/2561 อายุความฟ้องติดตามทรัพย์สินคืน กับฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล ต่างกันอย่างไร

     

มีปัญหาเกี่ยวกับคดีติดต่อน้าสิด  ทนายพงศ์รัตน์  รัตนพงศ์  น.บ.ท. 64 

โทร (091 8713937) หรือ อีเมล์ pongrut.ku40@gmail.com  นะครับ

     

ป.พ.พ. มาตรา 240  การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่

เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น

 

ทนาย ปิยะอัมพร  สุกแก้ว    (061 5619514)    สืบค้นแล้ว มีหลักกฎหมาย ดังนี้

          1.  กรณีมีผู้นำที่ดินของผู้อื่นไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่มีสิทธิแล้วนำไปขายต่อ 

การที่เจ้าของที่ดินฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขอให้เพิกถอนการโอน  เป็นการใช้สิทธิ

ติดตามเอาคืนตาม ป.พ.พ.มาตรา 1336  ไม่มีกำหนดอายุความ  ไม่ใช่เป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล 

ไม่อยู่ในบังคับอายุความเพิกถอนการฉ้อฉล  ดูฎีกาที่ 7636/2538

          ฎีกาที่ 7636/2538  ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1  เป็นผู้ครอบครองดูแลแทนโจทก์ 

การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1  ที่ 2  และที่ 3  

ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์สินของโจทก์คืน  ไม่อยู่ในบังคับอายุความเพิกถอนการฉ้อฉล

          2.  โจทก์ให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้วนำไปจำนองประกันหนี้  ต่อมาหนี้จำนองระงับและเจ้าหนี้

มอบโฉนดที่ดินคืนแก่จำเลย  โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยไปไถ่ถอนจำนอง  โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ 

เป็นการฟ้องในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาคืนตามมาตรา 1336  ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ  กรณีเช่นนี้ไม่ใช่

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล  ไม่ใช้อายุความตามมาตรา 240  ดูฎีกาที่ 7114/2557

          ฎีกาที่ 7114/2557  ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยขอยืมโฉนดที่ดินของโจทก์เพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจาก

สหกรณ์ออมทรัพย์ครู  แต่ต้องให้จำเลยเข้าไปมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดิน  โดยจำเลยมิได้มีเจตนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม

ในที่ดินกับโจทก์ ต่อมาจำเลยนำที่ดินจำเลยไปจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันแทนที่ดินของโจทก์  สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจึงมอบ

โฉนดที่ดินให้แก่จำเลยและอนุมัติให้จำเลยไปไถ่ถอนจำนองได้  แต่จำเลยไม่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนกรรมสิทธิ์พร้อมคืน

โฉนดที่ดินให้แก่โจทก์  จึงเป็นเรื่องของการฟ้องเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนในฐานะเจ้าของทรัพย์สินที่ได้ให้จำเลยยืมโฉนดที่ดินไปตาม

ป.พ.พ.มาตรา 1336  ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ   แม้โจทก์จะอ้างว่านิติกรรมที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเป็น

การแสดงเจตนาลวงและเป็นนิติกรรมอำพรางกับมีคำขอให้บังคับให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นก็มิใช่เป็นเรื่องฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล

ซึ่งนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยได้กระทำขึ้นต่อมาหลังจากนั้นโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบตาม ป.พ.พ.มาตรา 237 

อันจะทำให้มีกำหนดอายุความ 1 ปี  ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240

          3.  กรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ผู้อื่น  ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าทายาทฟ้องเรียกคืนได้โดยอาศัยอำนาจกรรมสิทธิ์

ตามมาตรา 1336  ไม่ใช่ฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล  ดังนี้  แม้ผู้รับโอนเสียค่าตอบแทนและสุจริตก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง 

ดูฎีกาที่ 1971/255 , 814/2554

          ฎีกาที่ 1971/2551  จำเลยที่ 1 มีชื่อใน น.ส. 3 ก.  ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ข. จึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

แทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทแก่ทายาททุกคนเท่านั้น  จำเลยที่ 1  ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนที่

ตกได้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไปขายให้ผู้ใดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์  ฉะนั้น  แม้จำเลยที่ 2  จะรับซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 

โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว  ก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์  การที่โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาท

ในส่วนของโจทก์คืนจึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือตาม ป.พ.พ.มาตรา 1336  ซึ่งไม่มีอายุความเรียกคืน

ไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 เพราะการที่จะเป็นเรื่องเพิกถอนการฉ้อฉลได้นั้น  จำเลยที่ 1  ผู้โอนจะต้องมีสิทธิโอนอยู่แล้ว 

แต่การโอนทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียหายเท่านั้น  จำเลยที่ 1  โอนขายที่ดินส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2  โดยไม่มีสิทธิและ

ไม่มีอำนาจดังกล่าวมาแล้ว  จึงนำอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240  ในการเพิกถอนการฉ้อฉลมาใช้บังคับไม่ได้

          4.  ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  ผู้จัดการมรดกเป็นผู้โอนขายทรัพย์มรดกย่อมมีอำนาจกระทำได้  เพราะเป็นการจัดการทรัพย์มรดก 

กรณีเช่นนี้ถือว่าทายาทเป็นผู้ได้ทรัพย์สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามมาตรา 1299 วรรคสอง  และอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียน

สิทธิได้ก่อนตามมาตรา 1300  ส่วนผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกหากสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับความคุ้มครอง

ตามมาตรา 1299 วรรคสอง , 1300  ทายาทฟ้องขอเพิกถอนไม่ได้  ดูฎีกาที่ 6220/2559

          ฎีกาที่ 6220/2559  จำเลยที่ 1  ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท. ทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2  โดยโจทก์ซึ่งเป็น

ทายาทของ ท. ไม่ได้ยินยอมด้วย  จึงเป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ซึ่งได้ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกอันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดย

ทางอื่นนอกจากนิติกรรมและอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง  แต่จำเลยที่ 2 

ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1  โดยได้จดทะเบียนรับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน  โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอน

นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

 

PsthaiLaw.com   (091 871 3937)   เรียบเรียงบทความนี้ เพื่อเผยแพร่ความรู้กฎหมายสู่ประชาชน

จากเนื้อหาในหนังสือแพ่งพิสดาร  ของอาจารย์วิเชียร  ดิเรกอุดมศักดิ์ 

ติดต่อ ทนายปิยะอัมพร สุกแก้ว                              โทร. (061 5619514) 

ติดต่อ ทนายวิเชียร  สุภายุทธ              น.บ.ท. 65    โทร. (081 4559532)

ติดต่อ ทนายนุ้ย สุพรรณี  สนมศรี          น.บ.ท. 71    โทร. (082 5422249)

ติดต่อ น้าสิด ทนายพงศ์รัตน์  รัตนพงศ์   น.บ.ท. 64    โทร. (091 8713937)